Skip to toolbar

คำสอน…..

“วิกฤติโรคระบาด Covid-19 สอนอะไรเรา?”
ดังนี้…..

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุที่มาทั้งสิ้น…..

การเกิดวิกฤติการณ์โรคระบาด Covid-19 ในครั้งนี้ เป็นเพราะมนุษย์ได้ล่วงล้ำความเป็นธรรมชาติของตัวเอง ละเมิดความเป็นธรรมชาติของโลกและของสรรพสัตว์ ที่ทำให้มนุษย์ถูกทำลายลง ด้วยน้ำมือของมนุษย์เอง

และในครั้งนี้ มนุษย์ก็ได้รับการสอนอีกครั้งจากหลายครั้งหลายคราในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งมนุษย์ได้ถูกธรรมชาติสอนสั่งย้ำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มนุษย์ก็ยังไม่เคยที่จะเรียนรู้หรือเข็ดหลาบอย่างจริงจัง และในนามมนุษยชาติแม้เราเจ็บปวดแต่เราก็ยังไม่มีการหลาบจำ และยังคงจะประมาทและฝ่าฝืนธรรมชาติต่อไป

แต่หากในครั้งนี้ มนุษย์ได้พยายามเรียนรู้ คิดหาหนทางแก้ไข โดยพยายามสืบสาวราวเรื่องถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และมองหาเหตุตามความเป็นจริง การเกิดวิกฤติโรคระบาด Covid-19 ในครั้งนี้ จะให้ประโยชน์กับมนุษย์อย่างมากมาย รวมถึงที่เป็นข้อคิดสติสอนใจในที่นี้…..

1. สอนให้มนุษย์จงเลิกทำร้าย รังแก และฆ่าสัตว์ รวมถึงเลิกสนับสนุนการฆ่า คือ การกินเนื้อสัตว์ด้วย เพราะการละเมิดชีวิตสัตว์เป็นที่มาของการเกิดอุบัติเหตุเภทภัย อันเป็นผลของกรรมตามหลักของธรรมชาติ และในทำนองเดียวกัน การกินเนื้อสัตว์ก็เป็นการสร้างกรรมทางอ้อม อีกทั้งเป็นที่มาโดยตรงของการสะสมและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่อสุขภาพร่างกายด้วย

2. สอนให้มนุษย์จงเลิกทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง เลิกดูถูกเหยียดหยามกัน เลิกซ้ำเติมกัน เลิกแบ่งแยกกัน และเลิกอคติต่อกัน เพราะเราได้รู้ว่าในความเป็นจริง ธรรมชาติไม่เคยแบ่งแยกมนุษย์ มีแต่มนุษย์ที่แบ่งแยกกันเอง กีดกันกันเอง แบ่งข้างกันในสังคม แต่เชื้อไวรัสในความเป็นธรรมชาติ ไม่แบ่งแยกใครออกจากใคร แต่จะจู่โจมมนุษย์ทุกผู้ทุกนามอย่างทัดเทียมหากมีโอกาสชนิดไม่เลือกหน้า ไม่มีการแบ่งแยกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น สีผิว เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น วรรณะ ฐานะ เพศ หรือวัย ทั้งสิ้น ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรตระหนักคือ รักกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ปกป้องรักษากัน และสามัคคีปรองดองกันในนามมนุษยชาติที่ร่วมโลกใบเดียวกัน

3. สอนให้มนุษย์จงหันมาพึ่งพาตัวเอง เลิกแสวงหาโอกาสจากแดนไกล เลิกคอยความหวังจากภายหน้า เลิกคอยที่พึ่งพาจากผู้อื่น แต่จงกลับมาเป็นตัวของตัวเอง จงยืนหยัดบนลำแข้งของตัวเอง จงอยู่กับปัจจุบันความจริงของตัวเอง และจงมีความสุขความพึงพอใจในตัวเอง ทั้งในเรื่องการกิน การอยู่ และการใช้ชีวิต

4. สอนให้มนุษย์จงเลิกประมาทในการใช้ชีวิตบนโลก เลิกเตร็ดเตร่สำส่อนในชีวิต ทั้งการดื่ม การกิน การเที่ยว การเล่นสนุก การใช้จ่ายที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ฯลฯ จงยุติบทบาทการเป็นเบี้ยล่างหรือเป็นเหยื่อของสิ่งยั่วยวนกวนใจ ที่ทำให้เกิดกิเลสเพิ่มพูนในตัวตนมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความใคร่ ความโกรธ ความโลภ ความหลง โดยเฉพาะการหลงยึดติดกับผู้อื่นและสังคม และการหลงในวัตถุสิ่งของ เพียงเพื่อต้องการให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับอย่างผิดเพี้ยน

5. สอนให้มนุษย์จงหันกลับมาหาความสันโดษ การปลีกวิเวก การสำรวมกาย วาจา ใจ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในตัวตนทาง กาย ใจ และจิต ด้วยการปฏิบัติสัมมาสติ เจริญสัมมาสมาธิ เพื่อพัฒนาปัญญาแห่งสัมมาทิฐิให้ขาวสะอาดบริสุทธิ์ และกลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติ คือความเป็นสมถะ อันหมายถึง การอยู่การกินอย่างเรียบง่าย และอย่างพอเพียงพอใจ หลีกหนีค่านิยมตามกระแสสังคม เช่น การอยู่ร่วมกันอย่างแออัดเบียดเสียด การอยู่การกินการทำตามกันเป็นหมู่เหล่าหมู่กอ หรือความหลงตามพวกพ้องในสังคม หรือหลงตามกระแสนิยมที่ผิดทาง

6. สอนให้มนุษย์จงมีความรักและความจริงใจต่อตัวเอง ดูแลรักษาปกป้องชีวิตและสุขภาพของตัวเองด้วยความหวงแหนห่วงใย ไม่หาเหตุเข้าข้างตัวเองหรือไม่ทำอะไรตามใจตัวเอง ที่เป็นการทำร้ายตัวเองและสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แย่และเสื่อมโทรมลง แต่จงเรียนรู้ชีวิตและสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้นในแต่ละวันเวลาในชีวิต ทะนุถนอมสังขารร่างกายของตัวเองให้อยู่ได้อย่างมั่นคงยืนยาวที่สุด เพื่อการสร้างสรรค์ประโยชน์คุณค่าแห่งตน ในการอยู่ในชีวิตได้อย่างยาวนานที่สุด

7. สอนให้มนุษย์จงมีความรักความเมตตาและความจริงใจต่อผู้อื่น ไม่เข้าหากันด้วยผลประโยชน์หรือกิเลสตัณหาความใคร่และความลุ่มหลงใด ๆ อีกทั้งจงช่วยปกป้องผู้อื่นจากภัยที่มาพร้อมกับกิเลสทั้งปวง อาจด้วยการเดินหน้าต่อสู้ในการช่วยเหลือเสียสละ หรืออาจหยุดถอยในการลดปัญหาหรือลดความขัดแย้ง เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น

8. สอนให้มนุษย์จงเจริญปัญญาให้ได้ในสัจธรรมความจริงประการที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเข้าถึงและบรรลุให้จงได้ในการเกิดมาในชีวิตนี้ อันได้แก่

ประการที่หนึ่ง
เหตุผลของความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งมวล ได้ถูกกำหนดไว้ภายใต้กฎของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและบัญญัตินามว่า กฎไตรลักษณ์ ที่กล่าวถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และอธิบายว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป และเป็นไปตามกฎแห่งกรรมหรือผลของการกระทำ ซึ่งไม่มีสิ่งใดในโลกที่เราจะสามารถเชื่อมั่นหรือยึดถือได้เลย และแม้เราอาจคิดว่าเราคือผู้สุดเก่งกล้า แต่ก็จะมียามที่เราต้องล้มลงและกลายเป็นผู้สุดอ่อนแอ เพราะความเป็นไปของโลกถูกกำหนดด้วยวิถีของกฎธรรมชาติ ฉะนั้น การเกิดมาในโลกจึงไม่มีมนุษย์คนใดสามารถบังคับกะเกณฑ์ หรือต้องการให้สิ่งใดเป็นไปตามใจของตนได้เลย แม้อาจมีทรัพย์สินมากมาย เงินทองมากล้น ตำแหน่งสถานะสูงส่ง หรือชื่อเสียงโด่งดัง สักเพียงไหน แต่ก็มิอาจมีใครสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ที่ต้องเกิดมาในโลกภายใต้การอิงอาศัยธรรมชาติและมนุษย์ผู้อื่น ที่ต้องถูกควบคุมขีดเส้นด้วยกฎของธรรมชาติและกฎแห่งกรรมที่ตัวเองได้กระทำสั่งสมมา

ประการที่สอง
ข้อสำคัญที่สุดเมื่อมนุษย์ได้รู้ถึงเหตุผลความเป็นไปแห่งการเกิดเคราะห์ภัยแล้ว สิ่งที่มนุษย์ต้องตระหนักและสำนึกให้ได้ตามมา คือ ความถ่อมตน ที่มนุษย์ต้องยอมรับ เคารพ และยอมจำนนต่อวิถีของธรรมชาติ โดยไม่ดื้อดึง ขัดขืน มักใหญ่ ใฝ่สูง อวดตน ทะนงตน มีทิฐิอัตตา แต่ให้มนุษย์จงรีบหันหลังกลับ ฟื้นคืนสู่วิถีความเป็นธรรมชาติของตัวเอง ของโลก และของสรรพสิ่งทั้งมวล ในเร็วที่สุด

และนอกจากการสอนทั้ง 8 ข้อตามที่กล่าวมา เรายังได้รับการสอนต่าง ๆ อีกมายมายหากเราแต่ละคนแตกปัญญาเป็นของตัวเอง เพื่อการเตือนตนในขณะที่ชีวิตนี้ยังเหลืออยู่

ดังนั้น…..
เราจงขอบคุณเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ที่เกิดขึ้นในหมู่มวลมนุษย์ในครั้งนี้ ที่ได้มาสอนตักเตือนมนุษย์ยุคปัจจุบันของเราอีกครั้งในเรื่องต่าง ๆ และคนที่มีชีวิตอยู่ ที่รู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นผู้โชคดี เพราะเราได้เรียนรู้บทเรียนที่มีค่าราคาแพง ที่เราได้กำไรอย่างมากมาย แม้เราจะสูญเสียเจ็บปวด ทั้งจากการขาดรายได้ทางเศรษฐกิจการเงิน และพบความยากลำบากในการดำเนินวิถีชีวิตในรูปแบบปกติที่เราได้ดำเนินมา หรือแม้แต่กับบางคนที่ต้องสูญเสียชีวิตของคนที่รักไป แต่เราก็ได้เกิดการเรียนรู้กลับมาว่า มนุษย์เราได้เดินมาผิดทางกันเสียแล้ว แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่เราจะเดินหันหลังกลับไป และก็ยังไม่สายเกินไปหากเราเพียงแค่ สำนึกให้ได้

และ…..
ผู้ที่รอดชีวิตในวันนี้ หรือผู้ที่ไม่มีชีวิตอยู่ในวันนี้ หากการเกิดมาในชีวิต ที่ได้พบเจอเคราะห์กรรมความทุกข์ หรือแม้ที่ต้องตายจากไป แต่หากได้เข้าถึงสัจธรรมความจริง ในเรื่อง ความไม่แน่นอนของชีวิต ความไม่ประมาทในกาล การเป็นที่พึ่งแห่งตน ความถ่อมตน และสามารถล้างทิฐิมานะอัตตาออกจากตัวตน ด้วยการยอมรับ และสำนึกการผิดพลาดและความประมาทของตนเอง ก็นับว่าชีวิตนี้ที่เกิดมาคุ้มค่าเป็นที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะมีใครนำติดตัวไปได้เลยเมื่อชีวิตจบสิ้นลง ยกเว้น ความสุขความสบายใจ ความปลอดโปร่งโล่งใจจากความทุกข์หรือความห่วงหาอาวรณ์ ตลอดจนความอิ่มใจในบุญกุศลคุณงามความดี ที่เราได้ระลึกรู้ได้ในความรู้สึกนึกคิดจิตใจ เท่านั้น ที่จะสามารถติดจิตวิญญาณไปเป็นที่พึ่งพิงยังสุขคติได้

และในยามวิกฤตกาลนี้ ขอมอบหัวใจแห่งหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ได้หยิบยกและน้อมนำมาเพื่อเป็นแนวทางในการเดินบนเส้นทางสู่ความสุขความเจริญของชีวิตที่แท้จริง นั่นคือ เส้นทางสายนิพพาน ที่เป็นเป้าหมายของมนุษย์ทุกชีวิตและจิตวิญญาณทุกดวง
ด้วยบทสวด…..

“เบญจธรรมานิพพานาสูตร”
ดังนี้…..

“พุทธา – ธรรมา – สังฆา – บุพการา – ครูบา
ศีลา – ทานา – สมถา – ภาวนา – ปัญญา
ศรัทธา – ฉันทา – วิริยา – จิตตา – วิมังสา
กตัญญุตา – เมตตา – กรุณา – มุทิตา – อุเบกขา
ชีวา – มรณา – อนิจจา – ทุกขา – อนัตตา
นิพพานา”

สุดท้ายนี้ ตามคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้า พวกเราทั้งหมดทุกคนที่รวมกันเป็นมนุษยชาติ คือ หนึ่งภพภูมิ จากทั้งหมด 31 ภพภูมิ ในวัฏสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

ฉะนั้น มนุษย์ทุกคนจงรักกัน เพราะในนามมนุษยชาติหรือภพภูมิมนุษย์นี้ เราทุกคนคือ เพื่อนร่วมโลกใบเดียวกัน ที่เรา ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมการเกิดแก่เจ็บตาย และร่วมชะตากรรมเดียวกันในโลกนี้ด้วยกัน

ดังนั้น ภาระกิจของมนุษยชาติ ที่เป็นเป้าหมายและหน้าที่ของเราที่เป็นมนุษย์ทุกคน คือการนำตนเอง และฉุดช่วยผู้อื่น ให้หลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทั้งมวลในวัฎสงสารนี้ สู่ความสงบสุขอันนิจนิรันดร์ ณ ดินแดนพระนิพพาน ในเบื้องหน้าโน้น
นั่นแล.

ดร.พัชริศร์ หัตถวิจิตรกุล
โรงเรียนอริยวิจิตรบัณฑิตย์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *