Skip to toolbar

คำสอน…..

“เงินที่ได้จากการงาน จักต้องเป็นผลผลิตของความดี ฉันใด
เกรดคะแนนที่ได้จากการเรียน จักต้องเป็นผลผลิตของความดี ฉันนั้น”
ดังนี้…..

เงินที่ได้จากการงาน ก็ดี
เกรดคะแนนที่ได้จากการเรียน ก็ดี
จักต้องเป็นผลผลิตของความดี จึงจักเป็นสิ่งที่ควร

เหตุเพราะ…..
เงินที่ได้จากการงาน ที่เป็นผลผลิตของความดี จึงจักเป็นเงินที่ถูกต้อง เป็นเงินที่สร้างความภูมิใจ เป็นเงินที่ทำให้เกิดความสุข และเป็นเงินที่ก่อดอกออกผลเป็นกำไรแก่ชีวิต
ส่วนเงินที่งอกเงยมาจากความไม่ดี เป็นเงินที่ไม่ถูกต้อง เป็นเงินที่ไม่สร้างความภูมิใจ มิใช่เป็นกำไร มิได้ก่อให้เกิดความสุข แต่กลับเป็นหนี้ ที่ผู้แสวงหาจักต้องชดใช้พร้อมดอกเบี้ยแสนแพง ที่มีพันธนาการแห่งโทษและความทุกข์รออยู่เบื้องหน้า

ด้วยเหตุเดียวกัน…..
เกรดคะแนนที่เป็นผลผลิตของความดี จึงจะเป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจ เป็นสิ่งที่สร้างความสุข สร้างความมั่นคงทางจิตใจ สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาคนสู่ความดี หล่อหลอมสังคมที่ดี มีอนาคตที่ออกดอกผลเป็นกำไรของชีวิตเป็นที่หมายในเบื้องหน้า
ฉะนั้น
การวัดเกรดคะแนนในการเรียน จึงเป็นสิ่งไม่ควรทำ หากการวัดนั้นมิได้มีเป้าหมายที่การชี้วัดความดี และคะแนนทั้งหลายที่ได้มาไม่ได้เป็นผลผลิตของการสร้างคุณธรรมความดี

ทั้งนี้ เป็นเพราะ…..
ในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์เราไม่ควรเปรียบเทียบแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน เพราะเราทุกคนล้วนมีความแตกต่าง ที่เป็นคุณค่าและศักดิ์ศรีของคนแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน โดยไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปวัดว่า ใครเหนือใคร ในทางอื่นใด

ดังนั้น…..
การวัด “ความมี” หรือ “ความสามารถ” ในผู้คน จึงเป็นสิ่งไม่ควรยิ่ง ดังนี้…..

– เพราะการวัด “ความมี” หรือ “ความสามารถ” รังแต่จะส่งเสริมการแบ่งชั้นวรรณะ สร้างความขัดแย้งแตกแยก เสี้ยมสอนคนให้เห็นแก่ตัว เอาตัวรอด แข่งความเป็นผู้ชนะ อวดอ้างความมี และความเหนือกว่าผู้อื่น เพราะอยากให้ตัวเองถูกยกย่องว่า ดีกว่า เด่นกว่า ใน “ความมี” หรือ “ความเก่ง”

– เพราะการพัฒนา “ความมี” หรือ “ความสามารถ” สวนกระแสจากการพัฒนา “ความดี” ซึ่งเป็นการพัฒนาผิดทาง เพราะ “ความมี” ถูกจำกัดด้วยจำนวนทรัพยากร และ “ความสามารถ” ถูกจำกัดด้วยจำนวนโล่รางวัล

ด้วยเหตุฉะนี้…..
สิ่งใดที่ถูกพัฒนาด้วยเป้าหมายของ “ความมี” หรือ “ความสามารถ” จึงเป็นสิ่งมิควร เพราะแม้การเปรียบเทียบแข่งขันอาจสร้างแรงกระตุ้นผลักดัน แต่มันเป็นการผลักดันที่ผิดทาง ที่เป็นการก้าวละเมิดเหยียดหยามศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ทำลายซึ่งสภาพสภาวะจิตใจและตัวตนดีดี พรากความสุข สร้างความทุกข์ ก่อให้เกิดความผิดหวังท้อแท้เสียใจ นำความสับสนหลงทางให้กับชีวิต เกิดหลงผิด คิดผิด ทำผิด ยั่วยุกิเลสตัณหา เสี้ยมเสริมอัตตาตัวตน และทำลายศักยภาพที่แท้จริงของมนุษย์อย่างหมดสิ้น

แต่…..
หากต้องชี้ถึงความต่าง ความแตกต่างเดียวที่เราสามารถกระทำได้ คือ “ความดี” แต่เพียงเท่านั้น
และในการชี้ความดี ยังจะต้องมีเป้าหมายเพื่อ ให้เป็นแบบอย่าง เป็นกำลังใจ แรงบันดาลใจ เพื่อเสริมสร้างสังคมสู่ความผาสุก ความสงบสุข และความดีงาม แต่เพียงเท่านั้นอีกด้วย
เฉกเช่นเดียวกัน ในการวัดผลคะแนนทางการศึกษา สิ่งเดียวที่สามารถกระทำได้ คือ การวัดคุณค่าของคุณธรรมความดี แต่เพียงเท่านั้น เช่นกัน

ดังนั้น มนุษย์ผู้มีปัญญาในการมอง จึงควรต้องกลับมาทบทวนตัวเราเสียใหม่ว่า เราหลงผิดหลงทางมาไกลแค่ไหน และเราก็กำลังหลงต่อไป ซึ่งเป็นโทษเป็นภัยต่อชีวิตอย่างยิ่งยวด ฉะนั้น ถึงเวลาที่เราจะต้องเร่งรีบหันกลับมาเดินในทิศทางที่ถูกต้องในเร็วที่สุด

เพราะในท้ายที่สุด ในความจริงแท้ การชี้วัดความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง จักมิใช่ทรัพย์สินเงินทองที่มี จักมิใช่ตำแหน่งชื่อเสียงเกียรติยศที่ได้มา และหากแม้มีหรือได้มา ก็จักต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์ขาวสะอาด ที่มิต้องแปดเปื้อนหนี้กรรม และถึงแม้จะมีมากมีน้อย หรือจะได้มากได้น้อย ก็มิใช่สิ่งที่ต้องนำมาเปรียบเทียบเปรียบเปรยซึ่งกันและกัน เพราะสาระสำคัญของการชี้วัดมนุษย์และเส้นทางแห่งการพัฒนาศักยภาพของความเป็นมนุษย์ มีเพียงหนทางเดียว คือ การเพิ่มพูนความดี จึงจักเป็นการพัฒนาที่ถูกทาง และความดีที่ได้มา จึงจะเป็นผลกำไรของชีวิตอย่างแท้จริง ที่เราสามารถเก็บเกี่ยวตักตวงไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตที่เกิดมา ที่เราจะสามารถนำติดตัวไปใช้ในทุกที่ทุกเวลา จนกระทั่งข้ามภพข้ามชาติ ข้ามกาลเวลา จวบจนท้ายที่สุด คือ การก้าวข้ามห้วงแห่งความทุกข์ทั้งมวล หลุดพ้นจากการเวียนว่ายเกิดอย่างสิ้นเชิง ดังคำตรัสสอนอันประเสริฐสูงสุดของพระพุทธเจ้า นั่นแล.

ดร.พัชริศร์ หัตถวิจิตรกุล
โรงเรียนอริยวิจิตรบัณฑิตย์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *