Skip to toolbar

คำสอน…..

“หนทางสู่ความสุข ด้วยการสร้างเหตุ 5 ประการ”
ดังนี้…..

ในการนำตนเองสู่การมีความสุข อาจมีหนทางมากมาย แต่การมีความสุขที่จีรังยั่งยืน กลับหาใช่ “การได้มา” แต่คือ “การละไป”

ในที่นี้ เราจะกล่าวถึง หนทางสู่การมีความสุข ด้วยการสร้างเหตุแห่งการละวาง ที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้ี
1. การละวางจากกรรม
2. การละวางจากโรค
3. การละวางจากภัยอันตราย
4. การละวางจากความทุกข์ในผู้คน
5. การละวางจากความทุกข์ในการดำรงชีพ

ประการที่หนึ่ง
การละวางจากกรรม เพื่อการปลอดกรรม ด้วยการ ไม่ละเมิดผู้อื่นทางกายวาจาใจ
ดังนี้
1. ไม่ละเมิด ชีวิตร่างกาย ของผู้อื่น
2. ไม่ละเมิด ทรัพย์สินสมบัติ ของผู้อื่น
3. ไม่ละเมิด เขตพื้นที่ ของผู้อื่น
4. ไม่ละเมิด บทบาทหน้าที่ ของผู้อื่น
5. ไม่ละเมิด สิทธิเสรีภาพ ของผู้อื่น
6. ไม่ละเมิด เกียรติศักดิ์ศรี ของผู้อื่น
7. ไม่ละเมิด ความรู้สึกนึกคิดจิตใจ ของผู้อื่น
8. ไม่ละเมิด ความสงบสุข ของผู้อื่น

เหตุเพราะ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทำหากเป็นสิ่งผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกับบุคคลใด ซึ่งอาจเป็นผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้น้อยผู้เยาว์ อาจเป็นผู้มั่งมีหรือผู้ยากไร้ เป็นผู้ดีหรือผู้ด้อย เป็นคนดีหรือคนร้าย แม้แต่อาจเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ก็ตามแต่ ล้วนแล้วแต่มีผลของการกระทำที่จะย้อนกลับมาหาตัวผู้กระทำทั้งหมดทั้งสิ้น
ดังนั้น
เราจึงต้องระมัดระวังและรักษาปกป้องตนเอง ไม่ให้ก้าวล้ำหรือล่วงละเมิดผู้อื่นผู้ใด ด้วยการตั้งตนของเราให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในธรรม

ประการที่สอง
การละวางจากโรค เพื่อการปลอดโรค ด้วยการ ไม่ละเมิดร่างกายของเราทางอาหารการกิน
ดังนี้
1. ไม่กินผิด – ไม่กินอาหารผิดจากธรรมชาติร่างกายของเรา และไม่กินอาหารผิดจากธรรมชาติของอาหาร
2. ไม่กินเกิน – ไม่กินอาหารเกินจากที่ร่างกายของเราต้องการ หรือกินเกินกำลังกว่าที่ร่างกายเราสามารถเผาผลาญได้หมด

เหตุเพราะ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากินเข้าไปหากเป็นสิ่งผิด ไม่ว่าจะเป็นคราวละในปริมาณมากหรือปริมาณน้อย ไม่ว่าจะเป็นในระยะยาวหรือระยะสั้น ฯลฯ ก็ตามแต่ ล้วนแล้วแต่ส่งผลมาสู่ร่างกายของเราทั้งหมดทั้งสิ้น ที่จะเป็นเหตุทำให้ร่างกายของเราเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เร็วก็ช้าอย่างแน่นอน
ดังนั้น
เราจึงต้องระมัดระวังและคัดสรรสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเราในแต่ละคำของการกิน ด้วยการตั้งตนเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในอาหารการกิน

ประการที่สาม
การละวางจากภัยอันตราย เพื่อการปลอดภัย ด้วยการ ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
ดังนี้
1. ระมัดระวังป้องกันตนเองจากภัยอันตราย อันเกิดจากคนหรือสัตว์ที่อาจทำร้ายเรา
2. ระมัดระวังป้องกันตนเองจากภัยอันตราย อันเกิดจากการใช้เครื่องมือวัตถุอุปกรณ์ในการอยู่อาศัยและในการทำงาน
3. ระมัดระวังป้องกันตนเองจากอุบัติภัย ที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ

เหตุเพราะ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเกี่ยวข้องในการดำรงชีวิตหากเผลอเรอพลาดพลั้งไป ทั้งในเรื่องการอยู่อาศัย การสัญจร และในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก งานใหญ่หรืองานเล็ก ในระยะยาวหรือชั่วครั้งชั่วคราว หรือเป็นเรื่องที่เราชำนาญการหรือไม่ ก็ตามแต่ ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบอันเป็นเหตุทำให้เราอาจเกิดอันตรายบาดเจ็บ ตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยถึงขั้นรุนแรง จนอาจถึงขั้นพิการ หรือแม้แต่เสียชีวิตได้
ดังนั้น
เราจึงต้องระมัดระวังและรักษาปกป้องตัวของเรา ไม่ให้เกิดความเสี่ยงในภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเกี่ยวข้องในการใช้เครื่องมือวัตถุอุปกรณ์ ยวดยานพาหนะ ฯลฯ ในการอยู่อาศัย การเดินทาง และการทำงาน ด้วยการตั้งตนของเราให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตการงาน

ประการที่สี่
การละวางจากความทุกข์ในผู้คน เพื่อการปลอดทุกข์จากผู้คน อันเป็นความทุกข์ในการเกี่ยวพันกับผู้อื่น ด้วยการ วางจิตของเราให้พ้นจากผู้อื่น
ดังนี้
1. ไม่คิดร้ายต่อผู้ใด
2. ไม่คิดลบหรือมีอคติกับผู้ใด
3. ไม่โกรธเคืองผู้ใด
4. ไม่เกลียดชังผู้ใด
5. ไม่อิจฉาผู้ใด
6. ไม่เพ่งเล็งผู้ใด
7. ไม่หึงหวงผู้ใด
8. ไม่ยึดติดผู้ใด

เหตุเพราะ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีความคิดเห็นหรือมีความรู้สึกเกี่ยวกับผู้คนหากเป็นในทางที่ไม่ดี จะทำให้เราเกิดความทุกข์ซึ่งเป็นการสร้างมโนกรรม ที่จะเป็นเหตุทำให้เราพูดผิดและทำผิดตามมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เรามีความคิดเห็นไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงสิ่งที่เราสร้างขึ้นจากจินตนาการและการตีความอย่างผิด ๆ ของเรา ด้วยการที่เราหลงยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และให้ตัวเองมีความสำคัญ ทำให้เราเกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจในการข้องเกี่ยวกับผู้อื่น แต่ในทางกลับกัน หากเราเข้าใจธรรมชาติของคนแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา เสมือนต่างคนต่างเป็นสัตว์หรือพืชคนละชนิดเผ่าพันธุ์ เราก็จะไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง และจะเห็นทุกคนต่างมีค่าความสำคัญไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ ส่วนการมีความคิดเห็นที่ผิดเป็นสิ่งที่ผิดจากหลักธรรมชาติหรือหลักธรรม ทำให้เราเกิดความทุกข์ในการเกี่ยวพันกับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวและรู้ไม่เท่าถึงการณ์ ทำให้เราไม่มีความสงบสุขในจิตใจ เป็นความทุกข์ที่เป็นการสร้างกรรมให้กับตัวของเราเองโดยใช่เหตุ
ดังนั้น
เราจึงต้องระมัดระวังและรักษาปกป้องตนเอง ไม่ให้เกี่ยวพันกับผู้อื่นด้วยความทุกข์ วางจิตของเราให้พ้นเหนือจากผู้อื่น ด้วยการตระหนักและดำรงตนเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในผู้คน

ประการที่ห้า
การละวางจากความทุกข์ในการดำรงชีพ เพื่อการปลอดทุกข์ในการอยู่อาศัยในโลก ด้วยการ ครองตนในการดำรงเลี้ยงชีพและทำการงาน ให้เป็นบุคคลที่ดีมีคุณค่าและมีความสุขในตัวเอง
ดังนี้
1. ขยัน
2. ประหยัด
3. ซื่อสัตย์
4. อดทน
5. กตัญญู รู้คุณคน
6. เมตตา กรุณา
7. มุทิตา
8. อุเบกขา

เหตุเพราะ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในการดำรงชีวิตและในการทำงานเลี้ยงชีพ เราต้องทำด้วยความพยายามตั้งใจให้บรรลุเป้าหมายให้ดีและด้วยดีที่สุด การงานที่เราเกี่ยวข้องต้องเป็นงานที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นงานที่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์หรือชีวิตสัตว์อื่น การเกี่ยวข้องกับผู้อื่นก็ต้องด้วยความดี เห็นประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตน เห็นคุณค่าและยอมรับในผู้อื่น ยินดีเมื่อผู้อื่นคิดหรือทำได้ดีกว่าเรา มีความซื่อตรง จริงใจ รู้บุญคุณ ประหยัดอดออม พึ่งพาตัวเองและสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีความพอเพียง พออยู่พอกิน ไม่มักมากในวัตถุ ไม่หลงตามกระแสนิยม ฯลฯ
ซึ่งหากเราตั้งมั่นชีวิตในโลกอย่างผิดทางแล้ว ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความเหน็ดเหนื่อยร้อนรน ไม่มีความยินดีพอใจ หรือสุขใจภูมิใจในตัวเอง ความคิดเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบแข่งขันชิงดีชิงเด่น และจิตใจก็จะมีแต่ความมัวหมองร้อนรุ่มกลัดกลุ้มใจ ด้วยความไม่รู้จักพอและไม่รู้จักอิ่ม อันเป็นอัตตาความทุกข์ที่ยากแก่การถอดถอน ซึ่งนับวันมีแต่จะพอกพูนพัวพันมากยิ่งขึ้นไปอีกตลอดทั้งชีวิต
ดังนั้น
เราจึงต้องระมัดระวังและรักษาปกป้องตนเองในการดำรงเลี้ยงชีพและทำการงาน ด้วยการวางตนเป็นบุคคลที่ดีมีคุณค่าและมีความสุข อันเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในการอยู่อาศัยในโลก

ดังที่กล่าวมา เมื่อเราตั้งมั่นในการสร้างเหตุแห่งการละวางสู่การมีความสุข ที่สำคัญ 5 ประการ อันมี
1. การสร้างเหตุแห่งการปลอดกรรม
2. การสร้างเหตุแห่งการปลอดโรค
3. การสร้างเหตุแห่งการปลอดภัย
4. การสร้างเหตุแห่งการปลอดทุกข์ในผู้คน
5. การสร้างเหตุแห่งการปลอดทุกข์ในการดำรงชีพ
ได้แล้วนั้น เราก็จะพบกับความสุขกายความสบายใจ ที่นับเป็นผลอันหวานชื่นของการสร้างเหตุแห่งการละวางที่ถูกต้องในเบื้องต้น

และเมื่อเรามีความมั่นคงในความคิดจิตใจตัวตนของเรา ซึ่งเปรียบได้กับการมีศีลและทานอันบริสุทธิ์แล้ว เราก็พร้อมก้าวขึ้นสู่การละวางในขั้นสูงต่อไป ด้วยการเจริญตนตามรอยมรรคมีองค์แปดอันเป็นพระธรรมคำสั่งสอนอันประเสริฐสูงสุดของพระพุทธเจ้าในขั้นท้ายสุด ซึ่งคือ การละวางจากการหลงลืมตนด้วยการมีสัมมาสติ สู่การละวางจากสิ่งขุ่นมัวแห่งจิตด้วยการมีสัมมาสมาธิ เพื่อให้เข้าถึงซึ่งการมีปัญญาญาณอันประเสริฐสูงสุด ที่จะทำให้เราสามารถละวางจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นไป พร้อมทั้งนำตนเองให้ก้าวข้ามผ่านพ้นออกจากห้วงแห่งความทุกข์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ที่มีอยู่อย่างดาษดื่นคราคร่ำไม่รู้จักจบสิ้นในโลกนี้ ได้อย่างสง่างามสมบูรณ์ถาวร.

ดร.พัชริศร์ หัตถวิจิตรกุล
โรงเรียนอริยวิจิตรบัณฑิตย์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *