Skip to toolbar

คำสอน
…..ต่อ

“อันความจริง มีสภาวการณ์เป็นเช่นไร?”

อันความจริง ที่เราจะกล่าวถึงในที่นี้ เกี่ยวกับความจริงใน 4 สภาวการณ์ของคนแต่ละคน ดังนี้
1. เป็นความจริงที่เรารู้ และผู้อื่นก็รู้
2. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้
3. เป็นความจริงที่เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้
4. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้

และด้วยปัญญาในการมองเห็นของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน จึงทำให้ความจริงทั้งหลายต่างถูกมองเห็นและตีความแตกต่างกัน

ดังนั้น ความจริงทั้ง 4 สภาวการณ์ จึงแยกย่อยออกมาเป็นอีก 4 สภาวการณ์ ดังนี้

1. เป็นความจริงที่เรารู้ และผู้อื่นก็รู้ โดยที่…..
ข้อแรก ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ และผู้อื่นก็รู้
ข้อสอง ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้
ข้อสาม ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้
ข้อสี่ ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้

2. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้ โดยที่…..
ข้อแรก ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้
ข้อสอง ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้
ข้อสาม ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ และผู้อื่นก็รู้
ข้อสี่ ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้

3. เป็นความจริงที่เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้ โดยที่…..
ข้อแรก ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้
ข้อสอง ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ และผู้อื่นก็รู้
ข้อสาม ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้
ข้อสี่ ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้

4. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ และผู้อื่นไม่รู้ โดยที่…..
ข้อแรก ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้
ข้อสอง ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้
ข้อสาม ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้
ข้อสี่ ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ และผู้อื่นก็รู้

ในข้อแรกของทุกสภาวการณ์ความจริงทั้งหมดที่…..
1. เป็นความจริงที่เรารู้ และผู้อื่นก็รู้ โดยที่
ตัวเราก็มองเห็นว่า เรารู้ และผู้อื่นก็รู้
2. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้ โดยที่
ตัวเราก็มองเห็นว่า เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้
3. เป็นความจริงที่เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้ โดยที่
ตัวเราก็มองเห็นว่า เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้
4. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ และผู้อื่นไม่รู้ โดยที่
ตัวเราก็มองเห็นว่า เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้
เหล่านี้นั้น
เป็นความจริงแท้ เพราะเราไม่ขัดแย้งกับความจริงของตัวเอง และเราก็ไม่ขัดแย้งกับความจริงของผู้อื่น เราจึงปราศจากความทุกข์ เพราะเราไม่มีความขัดแย้งกับความจริงใดเลย

ในข้อสองของทุกสภาวการณ์ความจริงทั้งหมดที่…..
1. เป็นความจริงที่เรารู้ และผู้อื่นก็รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้
2. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้
3. เป็นความจริงที่เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ และผู้อื่นก็รู้
4. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ และผู้อื่นไม่รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้
เหล่านี้นั้น
ไม่เป็นความจริง เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ขัดแย้งกับความจริงของตัวเอง แต่เราก็ขัดแย้งกับความจริงของผู้อื่น เราจึงต้องมีความทุกข์เพราะเราขัดแย้งกับความจริงของผู้อื่น

ในข้อสามของทุกสภาวการณ์ความจริงทั้งหมดที่…..
1. เป็นความจริงที่เรารู้ และผู้อื่นก็รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้
2. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ และผู้อื่นก็รู้
3. เป็นความจริงที่เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้
4. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ และผู้อื่นไม่รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้
เหล่านี้นั้น
ไม่เป็นความจริง เพราะเราขัดแย้งกับความจริงของตัวเอง และถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ขัดแย้งกับความจริงของผู้อื่น แต่เราก็จะมีความทุกข์เพราะเราขัดแย้งกับความจริงของตัวเอง

ในข้อสี่ของทุกสภาวการณ์ความจริงทั้งหมดที่…..
1. เป็นความจริงที่เรารู้ และผู้อื่นก็รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ และผู้อื่นก็ไม่รู้
2. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้
3. เป็นความจริงที่เรารู้ แต่ผู้อื่นไม่รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เราไม่รู้ แต่ผู้อื่นรู้
4. เป็นความจริงที่เราไม่รู้ และผู้อื่นไม่รู้ โดยที่
ตัวเรามองเห็นว่า เรารู้ และผู้อื่นก็รู้
เหล่านี้นั้น
ไม่เป็นความจริงเลย เพราะเราขัดแย้งกับความจริงของตัวเอง และเรายังขัดแย้งกับความจริงของผู้อื่น เราจึงมีความทุกข์เพราะเราขัดแย้งกับความจริงทั้งของตัวเองและของผู้อื่น

ดังที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ว่า
ความจริงแท้ คือ การมองเห็นที่ถูกต้อง
ถึงแม้ว่า ความจริงข้อใดที่ตัวเราและผู้อื่น ต่างรู้ หรือ ต่างไม่รู้ เหมือนกัน
หรือ ความจริงข้อใดที่ตัวเราและผู้อื่น รู้ และ ไม่รู้ แตกต่างกัน
ก็หาใช่สาระสำคัญไม่

เพราะสาระสำคัญ คือ…..
– อันความจริงข้อใดที่เรารู้ เราก็มองเห็นชัดและมั่นใจว่าเรารู้
– อันความจริงข้อใดที่เราไม่รู้ เราก็มองเห็นและยอมรับว่าเราไม่รู้
– อันความจริงข้อใดที่ผู้อื่นรู้ เราก็มองเห็นและยอมรับว่าผู้อื่นรู้
– อันความจริงข้อใดที่ผู้อื่นไม่รู้ เราก็มองเห็นและรู้ชัดว่าผู้อื่นไม่รู้

ซึ่งการมองเห็นและยอมรับความจริง ตามสภาวะความเป็นจริง ที่ไม่ขัดแย้งกับความจริง ทั้งของตัวเองและของผู้อื่น นี่เอง คือ สภาวการณ์ของความจริงแท้ ที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างหมดจดสมบูรณ์ ที่สามารถสร้างประโยชน์สุขให้กับตนเองและผู้อื่น และสามารถเจริญงอกงามเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด.

มีต่อ ตอนต่อไป…..

ดร.พัชริศร์ หัตถวิจิตรกุล
โรงเรียนอริยวิจิตรบัณฑิตย์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *