Skip to toolbar

คำสอน…..
ตอนที่ 2…..

“ความหวังของสังคม อยู่กับระบบการศึกษา
ที่มอบความรู้จริงแท้ จากครูที่แท้จริง” ต่อ…..

ดังนี้

เมื่อมีความรู้ที่จริงแท้ อันหมายถึง ผู้เรียนได้เรียนรู้และเข้าใจสาระประโยชน์ในความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับชีวิต และความรู้ที่สำคัญสำหรับการประกอบอาชีพการงาน เพื่อการดำเนินชีวิตเมื่อเติบโตขึ้น และสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้จริง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และต่อยอดตามหลักแนวทางที่ถูกต้องได้จริง สามารถแยกแยะกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารทั้งหลายได้ และสามารถปฏิเสธสิ่งที่ผิดและความรู้ที่บิดเบือนได้ด้วยปัญญาของตัวเอง สามารถดำรงอยู่ในชีวิตได้อย่างรู้เท่าทันและชาญฉลาด เพื่อความสุขความเจริญก้าวหน้าในชีวิตอย่างแท้จริง

และ
เมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้จากครูที่แท้จริง อันหมายถึง ผู้เรียนได้รับต้นแบบจากครูที่ดีแท้จริง ทำให้ปราศจากการปนเปื้อนสิ่งไม่ดีมาในความคิด จิตใจ ตัวตน กล่าวคือ ปลอดจากอคติและทัศนคติด้านลบที่ไม่ดี ไม่มีความหยิ่งยะโสทะนงตน ไม่มีทิฐิอัตตาตัวตน ไม่มีความท้อแท้ด้อยค่าในตัวเอง มีความขยันหมั่นเพียรอุตสาหะพยายาม มีความมั่นใจในตนเอง มีความมั่นคงในจิตใจ จิตใจมีความดีงาม รักเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ มีความเมตตา-ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข มีความกรุณา-ปรารถนาให้ผู้อื่นคลายจากความทุกข์ มีมุทิตา-ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสำเร็จก้าวหน้าแม้ยิ่งกว่าตน และมีอุเบกขา-วางใจของตนไม่ให้ทุกข์ใจในขณะเกี่ยวข้องกับผู้อื่นและสร้างความดี ฯลฯ

และเมื่อผู้เรียนแต่ละคนได้รับสิ่งมีค่าดังที่กล่าว คือ ความรู้ที่จริงแท้ จากครูที่แท้จริง สังคมของเราก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป โดยมีหลักคือ สังคมในอุดมคติเป็นเป้าหมาย และเมื่อนั้น โลกของเราก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เหตุเพราะ…..
ความรู้ที่จริงแท้ จากครูที่แท้จริง เป็นต้นกำเนิดของทุกคน และต้นทางของทุกสิ่ง
ดังนี้…..

เมื่อผู้เรียนเติบโตขึ้น มีความรู้ความเข้าใจ สามารถระมัดระวังป้องกันอันตราย ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของตัวเองได้
เมื่อนั้น โลกของเราก็จะสิ้นเปลืองบุคลากรแรงงานที่เป็น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หมอ พยาบาล สาธารณสุข หน่วยกู้ชีพกู้ภัย ฯลฯ น้อยลง
และทรัพยากรของโลกที่ใช้ในการ สร้าง รักษา พัฒนา เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลช่วยเหลือคนเจ็บป่วย เช่น คลินิก อนามัย โรงพยาบาล สถานวิจัย ฯลฯ ทั้งหมดในระบบ ก็จะสิ้นเปลือง น้อยลง

เมื่อผู้เรียนเติบโตขึ้น มีความรู้ความเข้าใจ สามารถรับผิดชอบหน้าที่การงานและพึ่งพาตนเองได้
เมื่อนั้น โลกของเราก็จะสิ้นเปลืองบุคลากรแรงงานที่เป็น นักสังคม นักปกครอง นักสวัสดิการ นักสงเคราะห์ ฯลฯ น้อยลง
และทรัพยากรของโลกทีใช้ในการ สร้าง รักษา พัฒนา เกี่ยวกับการปกครองดูแลจัดการแรงงานสวัสดิการและปัญหาในสังคม เช่น ที่ทำการ สถานสงเคราะห์ องค์กร มูลนิธิ ฯลฯ ทั้งหมดในระบบ ก็จะสิ้นเปลือง น้อยลง

เมื่อผู้เรียนเติบโตขึ้น มีความรู้ความเข้าใจ สามารถดำรงตนเป็นคนดีมีคุณธรรมได้
เมื่อนั้น โลกของเราก็จะสิ้นเปลืองบุคลากรแรงงานที่เป็น ตำรวจ ทหาร นักกฎหมาย ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ฯลฯ น้อยลง
และทรัพยากรของโลกที่ใช้ในการ สร้าง รักษา พัฒนา เกี่ยวกับการดูแลรักษาความสงบสุขเรียบร้อย ความปลอดภัยและความขัดแย้งในสังคม เช่น สถานีตำรวจ เรือนจำ ศาล ที่บัญชาการ ฯลฯ ทั้งหมดในระบบ ก็จะสิ้นเปลือง น้อยลง

เมื่อผู้เรียนเติบโตขึ้น มีความรู้ความเข้าใจ สามารถประกอบอาชีพของตนเองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจต่อผู้อื่น ผลิตจำหน่ายสินค้าและให้บริการเฉพาะสิ่งจำเป็นแก่ผู้ใช้ ไม่สร้างวัตถุหรือให้บริการในทางที่ผิดและไม่เป็นธรรม ไม่กระตุ้นความอยากได้วัตถุ ไม่แสวงหาประโยชน์กำไรให้กับตัวเองฝ่ายเดียว ฯลฯ
เมื่อนั้น โลกของเราก็จะไม่เกิดการแข่งขัน ทั้ง…..
ในการทำงานในวัยผู้ใหญ่ อันมี งานออกแบบ งานผลิต งานสร้าง งานพัฒนา งานวิจัย งานขาย งานบริการ งานโฆษณา การเงิน การธนาคาร ฯลฯ
และในการเรียนของเด็กนักเรียน ที่จะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันเมื่อเติบโตขึ้น ที่การเรียนมีแต่ปริมาณไม่มีคุณภาพ เพราะต้องอัดความรู้ให้ได้มากที่สุด แต่ไม่อาจนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะไม่ได้เข้าใจในเนื้อหาความรู้นั้นจริง จึงเรียนแบบผ่าน ๆ หรือติววิชาเพียงเพื่อทำคะแนนให้ได้สูงกว่าคนอื่น ซึ่งนับวันเนื้อหาวิชาการก็ยิ่งล้นและแหวกแตกต่างออกไป เพราะมีอาชีพการงานใหม่ ๆ เกิดขึ้น การเรียนจึงต้องจัดเนื้อหาหลักสูตรเพื่อตามโลกให้ทัน และเพื่อให้มีโอกาสในการแข่งขันสูงขึ้น ฯลฯ
และหากเรามีความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง ชีวิตของผู้คนในสังคมก็จะไม่ต้องเร่งรีบคร่ำเครียดอีกต่อไป การดำเนินชีวิตมีความสุขความสบายใจ สังคมเกิดความสงบร่มเย็น ผู้คนในสังคมรักกันสามัคคีกัน ครอบครัวมีความสุขรักใคร่กลมเกลียวและมีเวลาให้แก่กัน

เมื่อผู้เรียนเติบโตขึ้น มีความรู้ความเข้าใจ สามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยการมองเห็นสาระประโยชน์ของชีวิตที่แท้จริง มีความเข้าใจในหลักธรรม อยู่และกินอย่างประมาณตนด้วยความพอเพียงและพอใจ ไม่เน้นหาความหรูหราฟุ่มเฟือย หรือมุ่งแสวงหาเงินทองหรือเสพวัตถุสินค้าเพื่อแข่งขันประชันความมั่งมี โดยหลงคิดว่า การมีมากกว่าคือความสุขความสำเร็จในชีวิต
และผู้คนมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องใหม่ว่า
“การละต่างหาก ที่เป็นความสำเร็จที่แท้จริง” เมื่อนั้น โลกของเรา…..
จะมี “ที่ดินที่อยู่” เพียงพอ สำหรับทุกคน
จะมี “อาหารการกิน” เพียงพอ สำหรับทุกคน
จะมี “เครื่องอยู่เครื่องใช้” เพียงพอ สำหรับทุกคน
จะมี “ทรัพยากรธรรมชาติ” เพียงพอ สำหรับทุกคน
จะมี “สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ” ที่ดีและสวยงาม สำหรับทุกคนในโลก ตลอดไป
และตรงกันข้าม หากผู้คนไม่รู้จักพอเพียงและแบ่งปัน แก่งแย่งแข่งขัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา จะทำให้ทรัพยากรส่วนใหญ่ไปตกอยู่กับคนส่วนน้อยที่ใช้อุบายกลไกกอบโกยเอาไป ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่มีเล่ห์เหลี่ยมน้อยกว่าอยู่อย่างขาดแคลน แร้นแค้น อดอยากลำเค็ญเข็ญใจ อย่างน่าเศร้าสลดใจ

ดังที่กล่าวมาทั้งหมด ความหวังของเราในการพลิกฟื้นวิกฤตของสังคม ให้กลับคืนมาเป็นสังคมที่ดีและสงบสุขได้
อยู่ที่สิ่งเดียว ที่เป็นต้นทางและต้นกำเนิดของทุกคนและทุกสิ่งที่ตามมา คือ
การศึกษาเรียนรู้ด้วย “ความรู้ที่จริงแท้ จากครูที่แท้จริง”.

ดร.พัชริศร์ หัตถวิจิตรกุล
โรงเรียนอริยวิจิตรบัณฑิตย์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *