Skip to toolbar

คำสอน
“การศึกษา ต้องสร้างคน ไม่ใช่ทำลายคน”

ดังนี้…..

โลกกำลังตื่นตัวกับการปฏิรูปการศึกษาอย่างมากมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้สามารถรับมือกับสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ หลาย ๆ ประเทศ ได้พยายามหาหนทาง คิดค้นวิธีการ ในการจัดการการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีทักษะและคุณสมบัติที่สำคัญเพื่อการประกอบอาชีพการงาน อาทิ เช่น การมีความคิดสร้างสรรค์ การมีทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดนอกกรอบ การมีความกล้า การท้าทายปัญหา การพลิกแพลงจัดการปัญหา การมองเป้าหมาย การวางแผน การมียุทธวิธีจัดการในการทำงาน การทำงานเป็นทีม ทักษะการเป็นผู้นำ ฯลฯ
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในโลกที่การแข่งขันนับวันก็จะยิ่งเข้มข้นขึ้น แต่ในขณะที่ทรัพยากรของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัดยิ่งร่อยหรอลง และโอกาสในการสร้างงานสร้างเงินตามวิถีธรรมชาติดั้งเดิมก็ลดน้อยถอยลง

แต่ระบบการให้การศึกษาแก่เยาวชน เพื่อการเตรียมความพร้อมของเด็กสู่อนาคตในวัยทำงานนั้น จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ได้ทำลายเด็กนักเรียนลงด้วย เราได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ด้วยการสร้างระบบการศึกษาในขั้นพื้นฐาน ที่ไม่ได้เอาความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตมาบรรจุในหลักสูตร หากแต่เอาสิ่งที่ไม่สำคัญและไกลตัว อีกทั้งการโยงใยองค์ความรู้ไม่ได้ทำให้เด็กนักเรียนเกิดความเข้าใจ เพื่อการเรียนอย่างเห็นประโยชน์คุณค่าด้วยความภูมิใจ แต่เราได้นำเด็กนักเรียนมาป้อนความรู้ในลักษณะเป็นการยัดเยียด ด้วยการให้เด็กนักเรียนเรียนให้มาก ให้จำให้มาก และหากจำไม่ได้ก็ต้องท่องจำ และเราวัดผลการเรียนของเด็กนักเรียนด้วยการสอบเปรียบเทียบและสอบแข่งขัน โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเรียนและยกระดับการศึกษา แต่เป็นการผิดวิธีและผิดทาง ทำให้เด็กนักเรียนไม่ได้เข้าใจในเนื้อหาสาระความรู้จริง ๆ เด็กไม่สนุกกับการเรียน แต่ก็ต้องเรียนให้มากและต้องเรียนให้ทันคนอื่นแม้ไม่เข้าใจ ส่งผลทำให้นักเรียนต้องมีการบ้านมากมายทำนอกเวลา และต้องเรียนพิเศษเสริมนอกโรงเรียน เพื่อให้สามารถเกิดความทัดเทียมหรือเหนือกว่าผู้อื่น เมื่อต้องเรียนมากและเรียนหนัก และยังต้องแข่งขันและถูกเปรียบเทียบด้วยผลคะแนนสอบ เด็กนักเรียนจึงเกิดความท้อแท้ ความเครียด ความกดดัน ที่ส่งผลเสียแก่เด็กอย่างมากมาย

และอีกสิ่งหนึ่งที่ระบบการให้การศึกษาไม่ได้ตระหนักถึงอย่างจริงจังก็คือ ความแตกต่างตามธรรมชาติของคนแต่ละคน ที่ทุกคนต่างมีสิ่งในตัวที่ไม่เหมือนกัน แต่การวางระบบศึกษาใช้เกณฑ์อายุเป็นตัววัด ให้เด็กนักเรียนที่อายุเท่ากันมาอยู่รวมกันและเริ่มต้นเรียนพร้อมกัน ให้เรียนตามวิชาที่กำหนดเหมือนกันโดยให้ใช้เวลาเท่ากัน เพื่อให้เลื่อนชั้นพร้อมกัน

– หากเด็กนักเรียนโชคร้าย สามารถเรียนรู้ได้ช้ากว่าเพื่อน ก็อาจถูกติเตียนกล่าวหาว่า “ไม่ฉลาด” หรือ “โง่” ทำให้เด็กนักเรียนเกิดปมด้อย รู้สึกท้อแท้ด้อยค่า เกิดเป็นปัญหาทางจิตใจและพฤติกรรม ส่งผลถึงการพัฒนาของตัวเองทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถแก้ไขสิ่งผิด และเสริมสร้างสิ่งถูกได้อย่างเต็มที่
– และ หากเด็กนักเรียนโชคดี สามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น ก็อาจถูกปลูกฝังและถูกส่งเสริมผิดทาง และสำหรับเด็กนักเรียนที่ใฝ่ดีและมีศักยภาพ ก็จะต้องเสียเวลาเพื่อรอเลื่อนชั้นพร้อมกับคนอื่น ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่

การวางระบบการศึกษาตามที่กล่าว ส่งผลสวนทางกับเป้าหมายของการศึกษา ที่เราต้องการพัฒนาผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสู่อนาคตที่ดี แต่ในทางกลับกัน เราได้ไปทำลายผู้เรียน ด้วยการทำลายจิตใจ และปมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจในวัยเรียนนี้ ได้ทำลายความเชื่อมั่น ความมั่นใจ ศักดิ์ศรี ความภูมิใจ ในตนเอง และปมนี้ก็จะยังคงเป็นปมที่จะติดตัวเด็กนักเรียนต่อไปตลอดชีวิต ซึ่งยากที่จะเรียกกลับคืนมา
และสุดท้าย การศึกษาได้ทำลายตัวตน ทำลายศักยภาพที่มีอยู่ในตัวผู้เรียน ทำลายคุณภาพชีวิต และพรากคุณค่าของชีวิตออกไปอย่างน่าเศร้าสะเทือนใจ…..

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *