Skip to toolbar

วันที่ 14
การกิน:
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญในการเอาเข้าร่างกายยิ่งกว่าอาหารที่ดีมีประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักในระดับชีวิต นั่นก็คือ น้ำ และในที่นี้ หมายถึง น้ำเปล่าที่สะอาดบริสุทธิ์
น้ำมีความสำคัญมากต่อร่างกายของเรา อวัยวะต่าง ๆ ของเราประกอบด้วยน้ำสูงถึง 70-90% ร่างกายต้องการน้ำในการละลายสารอาหาร เช่น เกลือแร่ วิตามิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ฯลฯ น้ำลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนเข้าสู่เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย น้ำช่วยลำเลียงสารเคมีที่ร่างกายผลิตและหลั่งออกจากอวัยวะต่าง ๆ น้ำเป็นตัวช่วยหล่อลื่นในการย่อยอาหาร การเคี้ยว การกลืน การดูดซึม และขบวนการทำงานของร่างกาย น้ำช่วยหล่อเลี้ยงลูกตา ช่วยหล่อลื่นกระดูก ไขข้อ และข้อต่อต่าง ๆ ไม่ให้เสียดสีกัน น้ำช่วยหมุนเวียนเลือดลมในร่างกาย ช่วยกำจัดของพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ไตและตับขับของเสียได้ง่ายขึ้น น้ำใช้ผลิตน้ำลาย และน้ำช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย
ในภาวะที่ระดับน้ำในร่างกายเสียสมดุล แม้ระดับน้ำลดลงเพียง 2% การทำงานของร่างกายจะไม่เป็นปกติ เลือดเกิดภาวะเหนียวข้น ทำให้การลำเลียง การหมุนเวียน การหล่อลื่นขัดข้อง และทำให้ระดับสารพิษในร่างกายเข้มข้นขึ้น ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บชนิดเรื้อรังหรือเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะอาการทางสมอง เพราะสมองต้องการน้ำมากที่สุดก่อนอวัยวะส่วนอื่น อาการที่เกิดจากการขาดน้ำ ได้แก่ ปวดหัว หน้ามืด ตาลาย เป็นลม ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดไขข้อ ฯลฯ และผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคประจำตัว เช่น โรคไขมันเส้นเลือดสมอง โรคไขมันหัวใจ โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ ฯลฯ จะเกิดอาการกำเริบหรือวิกฤติฉับพลัน
ดังนั้น เราจำเป็นต้องดื่มน้ำให้ได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียออกไป ทางการขับถ่าย ทางเหงื่อ ทางลมหายใจออก เพื่อรักษาภาวะความสมดุลของน้ำในร่างกายให้เป็นปกติ
เมื่อระดับน้ำในร่างกายตกต่ำลงกว่าปกติ สมองจะสั่งการให้เราเกิดอาการกระหายน้ำ ซึ่งเราจะต้องไวต่อปฏิกิริยาตอบสนองนี้ โดยการชดเชยน้ำคืนเข้าสู่ร่างกาย และเมื่อเรามีอายุมากขึ้น การสั่งการของสมองส่วนนี้จะถดถอยและเฉื่อยลง ทำให้เราอาจไม่รู้สึกว่าเราหิวน้ำแม้ร่างกายต้องการน้ำ ทำให้มีความเสี่ยงในการขาดน้ำมากในผู้สูงวัย จึงเป็นเหตุทำให้ผู้สูงวัยเกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าและรุนแรงกว่า ดังนั้น ผู้สูงวัยจึงต้องเข้มงวดและระมัดระวังภาวะการขาดน้ำเป็นกรณีพิเศษ
เราควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ประมาณ 8-10 ครั้ง ครั้งละ ครึ่งถึงหนึ่งแก้ว หรือมากกว่า ต่อวัน โดยให้กระจายตลอดทั่วทั้งวัน โดยเราอาจดื่มน้ำ ตามเวลาต่าง ๆ ดังนี้
ตอนตื่นนอน
ก่อนอาหารเช้า และหลังอาหารเช้า
ช่วงสาย
ก่อนอาหารเที่ยง และหลังอาหารเที่ยง
ช่วงบ่าย
ก่อนอาหารเย็น และหลังอาหารเย็น
ช่วงหัวค่ำ
ตอนก่อนนอน
หรืออาจจะมากกว่านี้ แล้วแต่ความต้องการและสภาวะของร่างกาย.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *